ศิลปะ : Street Art กับประวัติศาสตร์ที่ “ราษฎร์ดำเนิน”

ที่มา เว็บไซต์หนังสือสารคดี

สุเจน กรรพฤทธิ์ : รายงานและถ่ายภาพ

“อาคารและสภาพแวดล้อมบนถนนราชดำเนินตลอดสายเปรียบเหมือน ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิต’ หรือ ‘ห้องเรียนประวัติศาสตร์’ ที่ประชาชนสามารถมาเรียนรู้ได้ตลอดเวลา”

ข้างต้น คือคำกล่าวของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่เอ่ยถึงความสำคัญของ “ถนนราชดำเนิน” ขณะร่วมเป็นวิทยากรรับเชิญของนิทรรศการ “ศิลปะบาทวิถี” (Street Art) อันเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของ “โครงการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงบ่ายวันที่ ๑๕ มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ หอศิลปะและการออกแบบ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ หลังจากมีการร่างแผนงานและเตรียมการกันมาระยะหนึ่ง

ภายในหอศิลปะฯ ชิ้นงานจำลอง ๑๘ ชิ้นฝีมือศิลปินจากสถาบันต่าง ๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งมาร่วมมือกันทำงานนี้โดยเฉพาะ ถูกจัดแสดงพร้อมแบบจำลองของถนนราชดำเนินทั้งสายที่ระบุตำแหน่งซึ่งชิ้นงานแต่ละชิ้นจะถูกติดตั้งลงไปอย่างชัดเจน

“เรามีเจตนาที่จะสร้างงานศิลปะไว้ที่ถนนราชดำเนิน เพื่อเผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยให้ประชาชนทั่วไปโดยผ่านงานศิลปะ”

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ ๑๔ ตุลา กล่าวถึงจุดประสงค์ที่มูลนิธิ ๑๔ ตุลา ร่วมกับกรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาบันปรีดี พนมยงค์ มีโครงการนำงานศิลปะไปติดตั้งตามจุดต่าง ๆ บนเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทางเท้าของถนนราชดำเนินตลอดสาย ไปจนถึงหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร ว่านี่มิใช่แค่การสร้างงานศิลปะประดับถนนสายหนึ่งเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการรักษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนินด้วย

เพราะคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า บนถนนสายนี้ “ชีวิต” และ “จิตวิญญาณ”

ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลึกมานับแต่ครั้งที่คณะราษฎรทำการ “อภิวัฒน์” เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อเช้ามืดวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ถนนราชดำเนินนอก และนับแต่นั้น ทุกตารางนิ้วบนถนนสายนี้ก็กลายเป็นเวทีการต่อสู้ของประชาชนเรื่อยมา

เห็นได้จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ (ซึ่งไม่เคยถูกบรรจุอยู่ในแบบเรียนของเยาวชน) ที่บอกเราว่า นอกจากพระมหากษัตริย์จะทรงใช้ถนนสายนี้ในการเสด็จพระราชดำเนินแล้ว ตลอดช่วงเวลา ๗๔ ปีหลังจากวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ราชดำเนินยังเป็นเส้นทางที่ “ราษฎร์” ได้ใช้ “ดำเนิน” กิจกรรมทางการเมืองมาโดยตลอด โดยเฉพาะในการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ หรือ พฤษภา ๓๕

นายแพทย์วิชัยอธิบายเพิ่มเติมว่า “โดยหลักการเราจะทำในลักษณะของ ‘ศิลปะบาทวิถี’ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Street Art โดยผู้ที่เสนอคำนี้คือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี ๒๕๓๖ ส่วนชิ้นงานที่จะนำมาจัดแสดงนั้น ข้อแรก ต้องมีคุณค่าทางด้านศิลปะ มีความงาม มีสุนทรียภาพสำหรับผู้พบเห็น สอง สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดที่ชิ้นงานติดตั้ง สาม กลมกลืนและเข้ากับสถานที่รอบข้าง สี่ ให้ความรู้สึกจรรโลงใจ ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในทางบวก โดยเมื่อผ่านขั้นตอนการออกแบบแล้ว ทาง กทม. เสนอว่าควรต้องเปิดให้ประชาชนได้ชมและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การจัดแสดงงานครั้งนี้เป็นที่ยอมรับของชุมชนโดยรอบ”

ด้าน ดร. วิวัฒน์ชัย อัตถากร อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงความสำคัญของนิทรรศการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน” ว่า “ ‘ศิลปะบาทวิถี’ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ปราศจากกำแพง เปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงและใช้พื้นที่ได้ ทำให้เรื่องราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองของสังคมไทยยุคต่าง ๆ เข้าสู่ความรับรู้ของประชาชนโดยผ่านผลงานทางศิลปะ”

ตัวอย่างเช่น จุดมองหมุด ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ของ สน สีมาตรัง อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งออกแบบให้เป็นเสาโคมไฟสาธารณะติดตั้งบนทางเท้าด้านทิศตะวันออกของพระบรมรูปทรงม้า ที่กลางเสาจะมีช่องมองหมุด ๕ ระดับ ซึ่งสามารถส่องไปเห็นหมุดที่ระลึกการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ที่ติดตั้งอยู่กลางถนนได้อย่างชัดเจน บนยอดเสามีโคมไฟทรงบุษบก มีนกพิราบ ๑ ตัวเกาะอยู่ข้างบน งานชิ้นนี้ถือเป็นตัวแทนความเจริญรุ่งเรืองของระบอบประชาธิปไตย

อาจารย์สนกล่าวถึงแนวคิดในการสร้างงานชิ้นนี้ว่า “เน้นความเรียบง่าย อ่อนน้อม ไม่แสดงความก้าวร้าว และให้ประสานกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมและบรรยากาศบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โดยนำศิลปะแบบนีโอคลาสสิกกับศิลปะไทยมาผสมผสานกัน แสดงออกถึงความเป็นศิลปะไทยร่วมสมัย”

ทั้งนี้จุดสำคัญอื่น ๆ บนถนนราชดำเนินที่เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ก็จะมีงานศิลปะในลักษณะเช่นว่านี้ติดตั้งอยู่เช่นเดียวกัน

แต่กว่าจะได้รูปแบบดังกล่าวออกมา สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ผู้จัดการสถาบันปรีดีฯ เล่าว่า ตัวศิลปินต้องไปดูสถานที่จริงและคุยกับนักประวัติศาสตร์มาแล้ว “ชิ้นงานที่เห็นในนิทรรศการยังไม่ถือเป็นข้อสรุป ต่อไปเราจะให้ชุมชนที่เกี่ยวข้อง เช่น ชุมชนป้อมมหากาฬ บางลำพู พระนคร เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น เพราะ กทม. เคยมีประสบการณ์ซื้องานศิลปะไปติดตั้งแล้วชาวบ้านไม่ชอบ สุดท้ายก็ต้องรื้อทิ้ง เราจึงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงชิ้นงานต่อไปอีก

“จากนี้ไป เราจะสัญจรไปจัดนิทรรศการตามมหาวิทยาลัย โดยตามแผนที่วางไว้ จะไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต แล้วปิดท้ายที่จุฬาฯ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งนับจากตอนนี้ (มิถุนายน ๒๕๔๙) คงใช้เวลาประมาณ ๒ เดือน เพราะยังต้องมีการหารือกับคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ดูแลพื้นที่ราชดำเนินด้วย เช่น คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า และหลังจากผ่านขั้นตอนต่าง ๆ ที่เล่ามาทั้งหมดแล้ว ก็ต้องดูว่าสภา กทม. ว่าอย่างไร ซึ่งถ้าผ่านไปได้ก็คงใช้งบประมาณไม่เกิน ๑๗-๑๘ ล้านบาท

“สำหรับผม โครงการนี้สำคัญมาก เพราะนี่คือการบันทึกประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของประชาชนบนถนนราชดำเนิน” สินธุ์สวัสดิ์ทิ้งท้าย

ไม่ว่าในอนาคตโครงการนี้จะลงเอยอย่างไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปย่อมแสดงถึงจิตใจและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประชาธิปไตยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ดีที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: